2007/Jan/11

บทที่ 2 ออกตามหา

ปิ๊งป่องๆ........ เสียงกริ่งที่หน้าประตูดังขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มเจ้าของห้องที่กำลังนั่งกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่ ยอมสละโซฟาลุกขึ้นไปเปิดประตูเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือนยามเช้าเช่นนี้....


จะให้ลุกขึ้นไปเปิดง่ายๆได้อย่างไรกัน! ก็ในเมื่อเดาได้เลยว่าคนที่ยืนรออยู่อีกฟากของประตูจะต้องเป็น รุกิ เจ้าของปัญหาที่เค้ากำลังกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่ในขณะนี้แน่ๆ!


ปิ๊งป่องๆๆๆๆ!..... แต่ดูเหมือนว่า ถ้ายิ่งทำเป็นนิ่งเงียบอยู่อย่างนี้ เสียงกริ่งก็จะยิ่งดังขึ้นและรัวเร็วขึ้น..................เห็นทีจะต้องเผชิญหน้าจริงๆซะแล้ว......เฮ้อ~...ไม่อยากเลย......


นี่!ทำไมนายถึงเดินมาเปิดช้าจังเลย อาโออิ....ยืนรอจนขาแข็งแล้วนะเว้ย! ของก็หนักด้วย! ทันทีที่ประตูแง้มเปิด ก็มีเสียงค่อนขอดตามมาเป็นขบวนใหญ่


เออ.....อย่าบ่นมากน่า จะเข้ามาก็รีบๆคนยิ่งง่วงๆอยู่ ไม่รู้จะมาทำไมซะเช้าขนาดนี้...ฮ้าวว~... อาโออิเอามือปิดปากทำท่าหาวหวอดๆ แต่ใครจะรู้ว่าที่ทำอย่างงี้น่ะ.......เพราะกำลังพยายามหลบซ่อนรอยช้ำวงเบ่อเร่อที่ตรงมุมปากอยู่ต่างหาก........


ฉันก็มาหาน้องชายฉันน่ะสิ...นี่ไคคุงยังไม่ตื่นอีกเหรอ? แปลกแฮะ ปกติชอบตื่นแต่เช้าเลยนี่.....สงสัยจะยังแปลกที่แปลกทาง........ไคคุง~ตื่นเร้ว~........ ท้ายประโยคเบาลงเพราะเจ้าตัวถือวิสาสะเข้าไปในห้องนอนที่มัน.....เคย.....เป็นห้องนอนของไคคุง ....


อาโออิ! !......ไคคุงหายไปไหนน่ะ!...ที่ใต้เตียงก็ไม่มี! ในห้องน้ำก็ไม่มี!...น้องชายฉันหายไปไหน!......แต่เอ๊ะ!นั่น!....ปากนายไปโดนอะไรมา อาโออิ ทำไมมันเขียวช้ำแบบนั้น!..... รุกิเดินออกมาพร้อมด้วยท่าทางสับสนกระวนกระวาย ซึ่งเป็นอาการที่คาดเดาได้ไม่ยากนักสำหรับอาโออิ...


เอ่อ........คือว่า..........ไม่มีอะไรหรอก พอดี....เมื่อคืนเล่นมวยปล้ำกับไคคุงเพลินไปหน่อยน่ะ...เลยผิดคิว......... ไม่รู้จะบอกความจริงกับหมอนี่ยังไงดี.......จะให้บอกว่า เมื่อวานฉันเครียดเลยดื่มหนักไปหน่อย...แล้วก็เลยเผลอย่องเข้าห้องน้องชายนายกลางดึก...หมายจะปล้ำทำเมีย...อย่างนั้นน่ะเหรอ?....ไม่มีทาง!....มีหวังถ้าพูดแบบนั้นออกไป คงได้รอยช้ำมาประดับบนใบหน้าอีกล็อตใหญ่ๆ


อาโออิ...รู้ตัวรึเปล่าว่าเวลานายกำลังโกหก นายจะพูดโดยพยายามหลบตาฉัน... !


อะ.....เอ่อ....ไม่ได้โกหกนะ~...จริงจริ๊ง~... อาโออิที่เริ่มหน้าซีดปากสั่น รีบหันกลับมาสบตาเพื่อแสดงความจริงใจ..........?


แล้วเวลานายพูดแก้ตัว...หลังจากที่ได้ทำผิดอะไรมาสักอย่าง....หางเสียงของนายจะสูงผิดคีย์ปกติด้วย...........พูดความจริงมา อาโออิ...น้องชายฉันอยู่ไหน และ...นายทำอะไรกับน้องชายฉันเมื่อคืนนี้... รุกิ ไม่เคยโดยเค้าหลอกหรือปิดบังเรื่องอะไรได้สำเร็จเลยซักครั้ง......ให้ตายเหอะ คงต้องยอมแพ้ แล้วเล่าความจริงทั้งหมดไป.......เรื่องอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด....คนที่ทำความผิดก็ต้องยอมรับผลกรรมที่จะตามมา...

----------------------------------

รุกินั่งเงียบฟังเรื่องราวทั้งหมดที่ออกมาจากปากของชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนซี้....เพื่อนซี้ที่เค้าไว้ใจในทุกๆเรื่อง...ไว้ใจมากจนนำน้องชายที่อ่อนแอและไม่ปกติ...น้องชายที่เค้าเฝ้าหวงแหนเอ็นดูราวกับไข่ในหิน มาฝากไว้ชั่วคราว............เพื่อนซี้ที่เกือบจะข่มขืนน้องชายของเค้า! !............


อาโออิที่เล่าความจริงทุกอย่างจนหมดสิ้น..ได้แต่นั่งคอตก รอรับบทลงโทษอย่างไม่คิดที่จะหลบเลี่ยงอีกต่อไป......เค้ารู้ดี ว่ารุกิไว้ใจเค้ามาก จึงกล้าพาน้องชายหัวแก้วหัวแหวนมาฝากให้พักอาศัยอยู่กับเค้าชั่วคราว ด้วยตอนนี้กำลังมีปัญหากับที่บ้าน......แต่เค้าก็เป็นคนทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจของรุกิลงด้วยมือของตัวเอง......ไหนจะความไว้ใจของไคคุง....เด็กน่ารักคนนั้น ที่ร้องห่มร้องไห้วิ่งเตลิดหนีไปกลางดึก....ท่ามกลางสติที่ถูกแอลกอฮอล์ควบคุม เค้ายังจำได้ถึงสายตาของไคคุงที่มองตรงมา........มันทั้งเจ็บปวดและหวาดกลัว....เค้ามันเลวจริงๆ!ที่กล้าทำร้ายเด็กที่ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างนั้นได้ลงคอ.....


ถึงตอนนี้ ถ้ารุกิจะด่าว่า หรือชกต่อย ทุบตีเค้ายังไง....ก็จะไม่ขอต่อสู้หรือป้องกันตัวเองเลยแม้แต่น้อย.......


นาย...ทำอย่างนั้นลงไปได้ยังไง อาโออิ....ฉันรู้สึกผิดหวังในตัวนายจริงๆ....ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดีแล้ว... เมื่อมันอับจนในคำพูด ชายหนุ่มก็ได้แต่ก้มซบหน้านิ่งกับฝ่ามือตัวเอง ไหล่ทั้งสองข้างสั่นน้อยๆ ความโกรธ ความผิดหวัง ถูกกลั่นออกมาเป็นน้ำตา.........


ฉันขอโทษ....รุกิ..และขอโทษที่พูดได้แค่คำว่า....ขอโทษ........ อาโออิรู้สึกผิดเพิ่มขึ้นอีกสิบเท่า เมื่อมองเห็นน้ำตาของเพื่อน......เค้าไม่กล้าพอที่จะเอื้อมมือไปเช็ดและปลอบขวัญ เพราะรู้ดีว่า...เป็นเพราะมือนี้เช่นกันที่ทำให้เพื่อนต้องร้องไห้........


ฉันไม่ต้องการคำขอโทษจากนายหรอกอาโออิ...ในตอนนี้สิ่งที่ฉันต้องการที่สุด นายก็น่าจะรู้ว่าคืออะไร.....เปลี่ยนคำขอโทษของนายเป็น เอาไคคุงคืนมาให้ฉัน..นายก็รู้ ว่าไคคุงไม่ปรกติ เค้าไม่เคยออกไปไหนคนเดียวแม้ซักครั้ง ทุกที่ที่เค้าไปต้องมีฉันไปด้วย....เค้าทั้งอ่อนต่อโลกและแสนซื่อ....ฉันจะเอาเค้ากลับมาได้ยังไง?.....จะเริ่มต้นค้นหาจากตรงไหน?....ให้ตายเถอะ! หัวฉันจะระเบิดอยู่แล้ว!! รุกิที่เริ่มออกอาการเครียดจัดได้แต่เอามือทึ้งผมตัวเองแรงๆอย่างไร้ทางออก


เฮ้ย!ใจเย็นสิรุกิ....ฉันรู้ว่านั่นเป็นน้องนายทั้งคนจะให้เย็นใจได้น่ะมันยาก...แต่นายอย่าเครียดจนทำร้ายตัวเองแบบนี้สิ...ถ้านายอยากทำมาทำฉันนี่ ฉันเป็นคนผิดสมควรได้รับการลงโทษ.. รุกิไม่ตอบ และไม่ทุบตีอย่างที่อาโออิรอคอย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหัวช้าๆแทนคำตอบทั้งหมด....ท่าทางจนปัญญานั่นยิ่งบีบคั้นหัวใจของอาโออิให้ปวดหนึบ...


ฉันจะช่วยนายหาไคคุงเอง...ฉันจะออกตามหาทุกวัน ทั้งกลางวันกลางคืน....จะไปขอร้องป๊าให้ช่วยสั่งคนออกตามหา แล้วป๊าฉันก็พอมีเส้นสายกับตำรวจอยู่เยอะทีเดียว....เชื่อฉันนะรุกิ ว่าเราจะต้องตามหาไคคุงพบ...ฉันจะเป็นคนพาน้องชายมาคืนให้นายเอง!... อาโออิให้คำมั่นสัญญา โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะทำได้มั้ย...แต่ที่รู้คือ เค้าจะต้องทำให้ได้อย่างที่พูด........


.......ไม่ว่าป๊าจะเกลียดลูกนอกคอกอย่างผมสักแค่ไหน....ต่อให้ต้องก้มลงคุกเข่าอ้อนวอน ผมก็จะทำ......จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ไคคุงกลับคืนมา........และแอบหวังเล็กๆว่า ถ้าทำได้สำเร็จมันจะพอช่วยละลายความผิดที่เคยกระทำลงไปให้เจือจางลง...........

----------------------------------

ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วใช่มั้ย?...หิวรึยัง?หรือว่าจะไปกันเลย ผมเอ่ยถามทันทีที่เห็นไคคุงเดินออกมาจากห้องน้ำ


....เมื่อกี้...พอตั้งสติได้...หลังจากที่นั่งมึนอยู่หลายนาทีกับจุมพิตแผ่วๆของไคคุงที่จงใจประทับลงมาที่แก้มซ้าย...ผมก็รีบกระวีกระวาดลงจากเตียงเพื่อไปปฏิบัติกิจวัตรยามเช้าโดยเร็ว ก่อนที่จะสั่งให้ไคคุงทำบ้าง...


ผมจำเป็นต้องรีบส่งไคคุงกลับบ้านกลับช่องโดยเร็ว ก่อนที่หมอนี่จะทำอะไรแปลกๆกับผมไปมากกว่านี้...และก่อนที่ผมจะรู้สึกแปลกๆกับหมอนี่ไปมากกว่าที่เป็นอยู่...


ฮะ...ผมทำเสร็จแล้ว ผมยังไม่หิวผมอยากไปหารุกิ ไคคุงเดินมานั่งข้างๆผมตรงที่โซฟา ในขณะเดียวกันผมก็เลื่อนกระดาษกับปากกาไปอยู่ที่ตรงหน้าหมอนั่น


อ่ะ...เขียนที่อยู่ของเธอมา วาดแผนที่ด้วยก็ดี ผมเอ่ยเรียบๆ...เห็นไคคุงยิ้มระรื่น แล้วคว้าปากกาขึ้นมาก่อนที่จะจรดปลายหมึกลงบนกระดาษสีขาวว่างเปล่า........ผมเอียนหลังพิงเบาะโซฟามองดูอยู่เงียบๆ...แต่แล้วไคคุงก็ทำในสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจจนถึงขีดสุด...


...หมอนั่นไม่ได้กำลังเขียนที่อยู่ และก็ไม่ได้กำลังเขียนแผนที่...แต่นิ้วเรียวขาวที่กำลังจับปากกาอยู่นั้น กำลังลากลายเส้นหนักเบาขึ้นอย่างคล่องแคล่ว...เพียงไม่ถึงสิบนาที ลายเส้นทุกสายก็ประกอบกันขึ้นเป็นใบหน้าของชายคนหนึ่งที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข...ผมอธิบายไม่ถูกว่ามันเป็นยังไง...ผมไม่เคยเห็นหน้าของชายคนนี้อย่างแน่นอน...แต่ว่าชายในภาพที่ถูกไคคุงวาดขึ้นนั้น ช่างดูมีชีวิตชีวาราวกับจะเคลื่อนไหวได้จริงๆ.......


นี่.......ไคคุง...เธอ กำลังทำอะไรอยู่น่ะ ผมอดที่จะนิ่งเฉยอยู่ไม่ไหว...


ฮะ?.....ก็กำลังวาดภาพรุกิอยู่ไง...ผมชอบตอนรุกิยิ้มที่สุด! เวลารุกิยิ้มแล้วเหมือนคนใจดี แต่ถึงรุกิไม่ยิ้ม รุกิก็จะใจดีกับผมอยู่แล้วล่ะ! ไคคุงรามือจากภาพตรงหน้าแล้วหันมาตอบด้วยท่าทางแจ่มใส........แต่ตอนนี้อารมณ์ของผมคงจะไม่แจ่มใสไปกับหมอนี่ด้วย!....


เธอจะบ้ารึไง!ฉันบอกให้เธอเขียนที่อยู่ หรือไม่ก็วาดแผนที่ไม่ใช่เหรอ! แล้วนี่จู่ๆก็มานั่งวาดรูปเล่น....นี่กะจะกวนประสาทกันรึไง!? ผมยอมรับว่าตอนนี้ควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่จริงๆ การกระทำของไคคุงนั้นเหมือนกับกำลัง กวนตีน ผมอยู่.....ตกลงหมอนี่มันเป็นคนยังไงกันแน่....


อ้ะ!..ผมผมเปล่านะ.....อุรุฮะโกรธแล้วอ่ะ....ฮือ...ผมทำอะไรผิดเหรอ...ฮึก....อย่าโกรธผมเลยนะ...ผมขอโทษ....ผมจะเป็นเด็กดี.....ฮือ....ผมไม่ดื้อไม่ใช่เหรอ....ฮือ....ฮึก.... อะ...เอ่อ....ไคคุงร้องไห้....และแล้วผมก็พลันรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แกล้งเด็ก...ทำไมกัน...ทั้งๆที่หมอนี่ก็บอกว่าตัวเองอายุ 19 แล้ว.....ตั้ง 19 แล้วต่างหาก!!! ...แต่ทำไมบางครั้งการกระทำหลายๆอย่างถึงดูราวกับเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวไม่รู้จักโต....หรือหมอนี่จะเคยประสบอุบัติเหตุได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง? ถ้าเป็นอย่างนั้น...ผมก็กำลังเก็บเอางานหนักมาแบกไว้บนบ่าแล้วล่ะ...


เอ่อ...ไคคุง....เงียบๆนะไม่ร้องนะคนดี...ฉันไม่ได้โกรธเธอนะ....ฉันแค่หงุดหงิดนิดหน่อยที่จู่ๆเธอก็วาดรูปเล่น ไม่ยอมเขียนที่อยู่ให้ฉันสักทีน่ะสิ ผมเขยิบเข้าไปโอบไหล่ไคคุง พยายามอย่างยิ่งที่จะปลอบประโลมให้หายงอแง.....


......ใช่ว่าจะไม่น่ารัก...ผมยอมรับว่า ถึงไคคุงจะร้องไห้งอแงเหมือนเด็กก็ยังมองดูน่ารัก....แต่ถ้าจะให้ดี เปลี่ยนเป็นไคคุงที่กำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุขน่ามองกว่า....


.ฮือ....ฮึก.....ผม....ผมสาบาน....ผมวาดเหมือนนะ....รุกิเป็นแบบนี้จริงๆ....แล้วก็ชอบยิ้มแบบนี้ด้วย..ฮึก.... ไคคุงที่สะอึกสะอื้นจนตัวโยน พยายามอธิบายให้ผมฟังอย่างจริงจัง
เอ่อ...คือว่านะไคคุง....ฉันไม่ได้หมายความถึงรูป....ฉันอยากได้ที่อยู่ของเธอ...บ้านของเธอน่ะ....บอกฉันได้มั้ย หืม~...บ้านของเธออยู่ที่ไหน?.... ผมพยายามใช้น้ำเสียงและท่าทางอย่างละมุมละม่อมที่สุด.....สาบานได้ว่าไม่เคยต้องทำอ่อนโยนอย่างนี้กับใครมาก่อนในชีวิต.......


บ้าน?....บ้านเหรอ?.....บ้านของผม....เป็นสีขาวแล้วก็ใหญ่ มีต้นไม้เยอะแยะ....แต่ที่นั่นผมไม่อยากกลับไป! ที่นั่นมีคนน่ากลัวอยู่!...บ้านอาโออิผมก็ไม่อยากไปอีกแล้ว!......อาโออิเป็นคนไม่ดีอ่ะ....เค้าแกล้งผม....เค้าจะทำร้ายผมอ่ะ....ฮือ..ฮึก.... ไคคุงที่ดูเหมือนจะสงบลงในทีแรกกลับร้องไห้ฟูมฟายหนักกว่าเก่า....ผมไม่รู้จะทำยังไงกับเจ้าเด็กโข่งนี่ดี...ที่ผมพอจะรู้อยู่ตอนนี้คือ...ไคคุงต้องผิดปกติทางสมองหรืออะไรสักอย่างแน่ๆ ถึงทำให้กริยาอาการที่แสดงออกดูเหมือนเด็กกว่าอายุจริงขนาดนี้.........


เอาล่ะๆไคคุง....นิ่งซะนะเด็กดี....นิ่งฟังที่ฉันจะพูดซักนิดนึงได้มั้ย ฮื้อ?


ฮึก...ฮือ.....ครับ.....อึก... เอาล่ะ ดีมาก...ไคคุงดูจะพอคุยรู้เรื่องบ้างแล้ว ต้องฉวยโอกาสนี้ล่ะ


โอเคนะ....อันดับแรก....อาโออิเป็นใคร? ผมยิงคำถามที่สงสัยที่สุดทันที


เป็น...เป็นเพื่อนของรุกิฮะ...รุกิบอกให้ผมอยู่กับอาโออิไปก่อน แล้วรุกิจะมาหาผมทุกๆวันล่ะ อ่อ...เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมพอจะปะติดปะต่อห่วงโซ่ความสัมพันธ์ได้นิดหน่อย


อืม...แล้วพอเธอโดนอาโออิแกล้งก็เลยไม่อยากกลับไปที่นั่นอีกสินะ....แต่ว่าบ้านที่เธออยู่ปัจจุบันก็ดันมีคนน่ากลัวอยู่ เลยไม่อยากกลับไปอีก.........งั้นตอบฉันอีกคำถามนึง...ปกติรุกิอยู่บ้านเดียวกับเธอมั้ย? หมายถึงบ้านที่มีคนน่ากลัวอยู่นั่นแหละ.. ผมเสริมให้อีกนิดหน่อยเมื่อเห็นไคคุงเริ่มหน้ามุ่ยและขมวดคิ้วเหมือนจะไม่เข้าใจ


อยู่ฮะ!...แต่ไม่อยู่ทุกๆวันเหมือนผม...รุกิบอกว่ารุกิต้องไปทำงาน ไคคุงอยู่บ้านต้องเป็นเด็กดี แล้วจะซื้อขนมกับของเล่นมาฝาก


แล้ว...ไคคุงพอจะรู้จักที่ทำงานของรุกิมั้ย?


อ่า....ผม....ผมไม่รู้จักที่ทำงานของรุกิ........ ไคคุงดูหงอยลงไปทันที...ถึงคำตอบจะเป็นอะไรที่ไม่น่าดีใจสำหรับผมเท่าไหร่...แต่ผมก็อดที่จะยิ้มให้กับท่าทางเหมือนหูลู่หางตกของไคคุงไม่ได้...ยิ่งเห็นแก้มป่องๆนั่น ยิ่งน่าหมั่นเขี้ยว...


แต่อ้ะ!....รุกิให้ นี่ ผมด้วย....บอกว่าเป็นงานของรุกิ นี่ ของไคคุงคือสร้อยคอที่ประดับจี้รูปไม้กางเขน ลวดลายวิจิตรสวยงาม...ไคคุงไม่ได้ถอดมันออกจากคอ แต่เจ้าตัวพยายามขยับเข้ามาใกล้ๆแล้วยื่นจี้มาตรงหน้าผม.....ผมพยายามมองสำรวจอย่างพินิจพิเคราะห์ เพราะอย่างน้อยจี้ที่อยู่ในมือตอนนี้ก็เหมือนกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่เหลืออยู่....


บริเวณตัวจี้ไม่ได้สลัก ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรฯ อย่างที่ผมแอบหวังไว้ แต่กลับมีตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบโบราณสลักไว้ว่า The Gazette ซึ่งผมเดาเอาว่าคงจะเป็นชื่อยี่ห้อของสร้อยเส้นนี้........และสงสัยจะเป็นยี่ห้อน้องใหม่ เพราะผมไม่ยักกะรู้จัก...


...แต่อย่างน้อยถ้าที่ไคคุงพูดเป็นความจริง ก็น่าจะเดาๆได้ว่าพี่ชายของไคคุงทำงานเกี่ยวข้องกับเครื่องประดับยี่ห้อนี้...และเรื่องราวก็อาจจะไม่ยากอย่างที่ผมกลัวก็เป็นได้...

----------------------------------

ไคคุง อยู่คนเดียวได้นะ?...ฉันจะกลับมาตอนซักประมาณเกือบๆตีหนึ่ง...ง่วงก็นอนไปก่อนนะ แล้วก่อนเข้านอนก็อย่าลืมปิดทีวี ปิดไฟ ให้เรียบร้อยล่ะ อ่อ! อย่าลืมดึงปลั๊กทีวีออกด้วย มันเปลืองไฟ ผมที่กำลังจะออกไปทำงานสั่งเสียไคคุงที่เดินมาส่งตรงหน้าประตูห้องเสียยืดยาว


สรุปว่าวันนี้....โครงการส่งไคคุงกลับบ้านก็มีอันต้องพับเก็บชั่วคราว เนื่องจากข้อมูลนั้นมีน้อยเพียงสร้อยเส้นเดียว...ไคคุงจึงต้องอาศัยอยู่ที่นี่กับผมไปอีกซักพักใหญ่ๆ จนกว่าผมจะหาพี่ชายของไคคุงพบ...


.........ผมอยู่คนเดียวได้ฮะ ผมจะปิดไฟ ปิดทีวี แล้วถอดปลั๊กออกด้วย!...อุรุฮะไม่ต้องห่วงนะ~ ผมจะดูแลที่นี่ให้เอง! ไคคุงรับคำอย่างแข็งขัน ซึ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกเบาใจขึ้นที่จะปล่อยให้หมอนี่อยู่คนเดียว


อืม..ดีมาก....ถ้างั้นฉันไปล่ะ ผมที่กำลังจะก้าวขาออกจากห้องแต่กลับถูกไคคุงรั้งเอาไว้ซะก่อน


อ้ะ...เดี๋ยวฮะ....เดินทางปลอดภัยนะครับ~ ไคคุงไม่ได้รั้งไว้เพียงข้อมือ แต่เจ้าเด็กนั่นกลับโถมตัวเข้ากอดผมทั้งตัว ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่ แต่...น้ำเสียงอ้อนๆที่กล่าวคำว่า เดินทางปลอดภัยนะครับ~ แล้วตามมาด้วยจูบฟอดใหญ่ที่แก้มทั้งสองข้าง...ยิ่งทำให้ผมทั้งอึ้งและทำอะไรไม่ถูกไปมากกว่าเดิม........


เอาอีกแล้วสิไคคุง...ผมไม่รู้ว่าที่บ้านของไคคุงสอนมายังไง เด็กนี่ถึงชอบกอดจูบถึงเนื้อถึงตัวนัก! บางที....ผมคิดว่า ไคคุงอาจจะโตมากับพวกชาวต่างชาติรึเปล่านะ? ถึงได้ไม่รู้สึกกระดากอายกับการกอดและหอมแก้มผู้ชายด้วยกัน....เห็นทีว่า การจะมีไคคุงมาอาศัยอยู่ด้วยกันนั้น ผมคงต้องปรับตัวปรับใจกับเรื่องนี้ให้ได้เร็วๆ.......เพราะ...จะให้มารู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำอย่างนี้ทุกวี่วันคงไม่ดีแน่......


เอ่อ...ขะ..ขอบคุณ.......... ผมพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้..........รู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวเหมือนตัวจะลอยๆยังไงชอบกล...


....และที่ตอนนี้ออกมายืนอยู่หน้าอพาทเมนต์ได้นี่...คงลอยออกมาสินะ?.....เฮ้อ~ตอนนี้รู้สึกราวกับตัวเองเป็นลูกโป่งสวรรค์เลย.......เป็นบ้าอะไรไปแล้วนะอุรุฮะ......

----------------------------------

.

.

.

.

.

โปรดติดตามตอนต่อไป...

.

.

.

ปัจฉิมลิขิต : แหง่ม...อ่านคอมเม้นต์แล้วรู้สึกดีจริงๆ...รู้สึกลอยๆเหมือนตัวเองจะเป็นลูกโป่งสวรรค์...((แกอ้วนขึ้นน่ะสิ :เสียงจากมุมมืด))
แล้วที่มาอัพได้นี่...คงลอยมาสินะ*กร๊ากกกก* 5555+


อืม...ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์มากๆ...(มากจริงๆ)...ตอนแรกที่เอาเรื่องนี้ลงก็คิดๆอยู่ว่า...คนเค้าจะชอบกันมั้ยนะ?


ทั้งอุรุฮะที่เป็นเมะ แล้วก็ คู่แปลกๆอย่าง อุรุฮะXไค ที่หลายคนบอกว่าไม่ค่อยได้เห็น(หรือไม่เคยเห็น555+)


แต่อุรุฮะกับไคเค้าฝากมาบอกว่า "มันผิดตรงไหน ที่ไคกับอุ๊จะรักกัน!!!" ล่ะ 555555+
เอาล่ะๆ...ยังไงๆตอนนี้หลงหลงเองก็คงจะมีแรงจินตนาการแค่คู่นี้ล่ะนะ((นึกถึงหน้าอุ๊ตอนที่แอบมองไคแล้วยิ้มอยู่คนเดียว...ทำให้จิ้นอะไรๆได้อีกเยอะ555+))


ขอบคุณ คุณ SuicidE oN ValentinE ที่รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่หลงพยายามส่งผ่านตัวหนังสือไปให้ 555+(พยายามอยู่จริงๆนะ)


แล้วคนอื่นๆล่ะคัฟ คิดว่าหลงหลงถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวหนังสือได้ดีมั้ย? รู้สึกยังไงบ้างเวลาอ่าน? รู้เรื่องมั้ย?


คือไม่ได้แต่งฟิคแต่งนิยายมาเป็นสิบชาติเศษแล้วอ่าคัฟ เลยไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ แต่แต่งออกมาจากใจชัวร์ๆ 5555+ *กร๊ากกก*

สุดท้ายนี้ก็...ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณจริงๆ....

2007/Jan/05

บทที่ 1 การพบกันของคนไม่ปรกติ

.........เหงา..............มันเป็นความรู้สึกที่กำลังรุมเร้าและเกาะกินใจของผมอยู่ตลอดเวลา...
เป็นเหมือนโรคร้ายที่รังแต่จะบั่นทอนสุขภาพร่างกายให้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ.......อย่างช้าๆ.....
.....ผมไม่รู้ว่าความเหงาจะรุนแรงถึงขึ้นทำให้คนตายได้มั้ย?...แต่ถ้าตอนนี้ลมหายใจของผมต้องหมดลง ผมจะโทษมัน.....ความเหงา...

------------------------------------------------------


00 : 37 น. วันนี้พระจันทร์ช่างสวยงามเหลือเกิน ส่องแสงเหลืองนวลเหมือนดั่งโคมไฟยักษ์ที่ลอยอยู่กลางม่านฟ้าสีดำสนิท
ผมเดินไปเรื่อยๆไม่คิดจะเร่งร้อนอะไรมากนัก อากาศยามดึกค่อนข้างเย็นสบายจึงยิ่งทำให้อยากเดินทอดน่องชมบรรยากาศของตรอกซอยที่อาศัยอยู่มานานแรมปีแห่งนี้
ตรอกซอยโทรมๆที่แยกออกมาจากถนนใหญ่ เป็นแหล่งรวมแฟลต์ และอพาทเมนต์เก่าๆถูกๆ ตามสภาพที่จะพังแหล่มิพังแหล่ของมัน......อีกทั้งยังเป็นสถานที่รวมเศษขยะวัสดุอิเล็กทรอนิก จำพวก ทีวี ตู้เย็น ฯลฯ ที่ต่างก็สิ้นสภาพและอายุการใช้งานแล้วเอาไว้เต็มไปหมดตามซอกตึกที่เดินผ่านตลอดสองข้างทาง
เพียงแค่เดินผ่านอาคารเก่าข้างหน้านั่นก็จะถึงอพาทเมนต์ที่ผมเช่าอยู่ มันเป็นตึกเก่าๆมีทั้งหมดสองชั้น และผมอาศัยอยู่ที่ชั้นสองห้องริมสุด ผมคิดอยากจะย้ายออกจากที่นี่อยู่หลายที แต่ก็ไปไหนไม่รอดสักที...ด้วยสู้ค่าเช่าแพงๆไม่ไหว เห็นทีว่าในมหานครแห่งนี้คงไม่มีอพาทเมนต์ที่ไหนค่าเช่าถูกได้เท่าที่นี่อีกแล้ว
และในขณะที่กำลังเดินทอดน่องมองบรรยากาศไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั่นเอง ขาทั้งสองข้างของผมก็มีอันต้องสะดุดหยุดอยู่กับที่เมื่อสายตาพลันเหลือบไปเห็น มือคน! ...มือคนที่วางอยู่บนพื้น ยื่นออกมาจากตรงซอกหลืบระหว่างอาคารสองหลัง ซอกหลืบที่กว้างพอจะซ่อนคนตัวใหญ่ๆได้ซักคน...
ตอนนี้สมองผมกำลังคำนวณอย่างหนัก...เจ้าของมือนั่นจะยังมีชวิตอยู่...รึว่า...ตายแล้ว! โอ้ไม่นะ....ผมไม่อยากเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมสักเท่าไหร่ มันน่ากลัวออกจะตาย!
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ความอยากรู้ก็สั่งให้ขาของผมค่อยๆก้าวเข้าไปใกล้ตรงซอกอาคารนั้นอย่างช้าๆ
อ่ะ.......ผมโล่งใจไปหนึ่งเปราะ ที่เห็นมือนั้นยังมีเจ้าของ ไม่ใช่มีแต่มือแล้วชิ้นส่วนที่เหลือกระจัดกระจาย แบบพวกฆาตกรโรคจิตชอบทำ...
ผมมองสำรวจไปทั่วร่างที่นอนพิงผนังท่าทางอ่อนระโหยนั่นอย่างพินิจพิจารณาว่ายังมีลมหายใจ หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกว่าร่างนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
เฮ้!...นายน่ะ ยังไม่ตายใช่มั้ย? ผมลองส่งเสียงเรียกโดยยืนเว้นระยะห่างออกไปประมาณหนึ่งช่วงตัว......ปลอดภัยไว้ก่อน........
ได้ผล!...เสียงนั่นปลุกให้ร่างนั้นขยับเขยื้อนร่างกายขึ้นมาทันที ผมไม่รีรอที่จะเรียกซ้ำอีกรอบ
นายน่ะ! มานอนอะไรตรงนี้ เป็นคนจรจัดรึไง
อึ...อึม..... เหมือนว่าหมอนั่นจะเพิ่งตื่นคืนสติ ผมเห็นเจ้านั่นบิดขี้เกียจเสียทีหนึ่ง ก่อนหันมองมาทางผมเต็มตา
แต่เพียงแค่เห็นผมเท่านั้น เจ้านั่นก็ทำท่าตระหนกตกใจเสียยกใหญ่...เฮ้!นายคิดว่าฉันเป็นอะไร...ฉันน่ะพลเมืองดีนะเฟ้ย...
นี่...ฉันถามว่า ทำไมนายมานอนอยู่ตรงนี้ ห๋า!.....ไม่ต้องมาทำท่าทางหวาดกลัวแบบนั้นจะได้มั้ย ฉันเป็นคนดีนะ!
เป็นคนดี?...รุกิบอกว่าคนดีชอบช่วยเหลือคนอื่น คนดีเป็นคนที่ไว้ใจได้...ช่วยผมด้วยครับคนดี...ผมโดนคนไม่ดีแกล้ง ผมหนีคนไม่ดีมา...พาผมไปหารุกิที....ฮือ....ฮึก....รุกิอยู่ไหน....ฮือ.... อ่าว...เกิดอะไรขึ้น!...จู่ๆหมอนี่ก็เป่าปี่ขึ้นมาแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่รู้สาเหตุ ผมที่ยืนงงๆอยู่ก็ค่อยๆเขยิบเข้าหาทีละนิด สภาพแบบนี้มันคงไม่มีพิษมีภัยหรอกน่า....นะ.....
เฮ้!...นาย!...เป็นอะไรวะ จู่ๆก็ร้องไห้ พูดกันให้รู้เรื่องก่อนได้มั้ย? ผมลงนั่งยองๆอยู่ข้างหน้าหมอนั่นที่เอาแต่งก้มหน้าก้มตาร้องไห้
ฮึก....ช่วยพาผม...ไปหารุกิที.....ฮือ....ผมโดนแกล้ง....อาโออิเป็นคนไม่ดี....ฮือ....อาโออิแกล้งผม....ผมกลัว......ฮึก....ฮือ..... เอาล่ะ เรื่องนี้มีบุคคลผู้เกี่ยวข้องเพิ่มมาอีกหนึ่งรายชื่อ แต่ผมที่นั่งงงอยู่ก็ได้แต่งงเพิ่มขึ้น...อยากจะเอามือตบกบาลจริงๆ...ทั้งกบาลหมอนี่ และกบาลตัวเอง...
เอ้าๆ...เลิกร้องไห้แล้วพูดดีๆให้มันรู้เรื่องอีกครั้งซิ ไม่ว่าจะพูดยังไง ดูท่าหมอนี่ก็ไม่ยอมหยุดร้องเอาง่ายๆสิ...เฮ้อ....ดูจากรูปร่างก็ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ....น่าหนักใจจริงๆ
นี่!...ถ้าหยุดร้องแล้วมาพูดกันดีๆ...ฉันจะพานายไปหา...ไอ้คนที่ชื่อ รุกิ! อ่ะ...ได้ผล ราวกับมีใครเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำยังไงยังงั้น
จริงเหรอ!...ไปเดี๋ยวนี้เลยได้มั้ย ไปๆไปกัน เจ้าหมอนั่นมันรีบลุกพรวดพราดกุลีกุจอเป็นการใหญ่...ท่าทางแบบนั้นมันดูเหมือนเด็กเลยว่ะ....
เฮ้ย!...นายจะรีบไปไหน.....นี่นายคิดว่าฉันจะพานายไปจริงๆรึยังไง...คนที่ชื่อรุกินั่น เป็นรุกิไหนฉันก็ไม่รู้จัก ไม่รู้อะไรเลยซักกะอย่าง ทั้งรุกิ แล้วไหนจะอาโออิ และที่หนักกว่านั้นคือ นายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันเนี่ย เป็นใคร ชื่ออะไร ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำ! ผมร่ายยาวแบบไม่หยุดหายใจ ยอมรับว่าตอนนี้อารมณ์ฉุนกึกกับท่าทางเด็กโข่งของไอ้หมอนี่
เอ้า! พูดขนาดนี้แล้วยังไม่คิดจะแนะนำตัวอีก!...ตกลงว่าชื่ออะไร เป็นใคร มาจากไหนกันแน่! หลังจากที่ร่ายยาวจบก็เห็นว่าหมอนั่นเอาแต่ยืนอึ้งทำตาแป๋วใส่....เห็นแล้วมันน่า....นัก!...อดรนทนไม่ไหวจนต้องเป็นฝ่ายถามตรงๆซะเอง
อ้ะ!...ผมชื่อไคคุง...ผมเป็นน้องชายของรุกิ ผมมาจากบ้านของอาโออิ เอากะมัน...นายคิดว่ามันจะช่วยให้ฉันกระจ่างขึ้นมั่งมั้ย?....อ่อ!จริงสิ ทำให้ฉันรู้อะไรมาอย่างสองอย่าง ว่านายน่ะชื่อ ไคคุง สินะ....แต่มีไอ้บ้าที่ไหนมันแนะนำตัวเองแล้วเติม คุง ท้ายชื่อแบบนี้มั่งมั้ย? แล้วคนที่ชื่อ รุกิ นี่เป็นพี่ชายสินะ ส่วน อาโออิ นี่ยังไม่กระจ่างเท่าไหร่....แต่ก็ถือว่าโอเคกว่าเมื่อตะกี้เยอะ....
ฉันชื่อ อุรุฮะ...
คนใจดีชื่ออุรุฮะ...จำไว้ๆ อุรุฮะๆ ผมแอบได้ยินหมอนั่นมันพึมพำๆอะไรประมาณนี้
ไคคุง...ฉันคงพานายไปหารุกิตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ...เพราะนี่มันก็ดึกมากแล้ว และฉันก็ยังไม่รู้ที่อยู่ของบ้านนายเลย...คืนนี้นายไปพักบ้านฉันซักคืนก่อนนะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้านายบอกที่อยู่ของนายมา ฉันจะไปส่ง...
อ้ะ...ไปตอนนี้ไม่ได้เหรอ.....อือ...ก็ได้ฮะ ผมจะไม่ดื้อ ไคคุงดูหงอยลงไปเหมือนดอกไม้เหี่ยวๆหน้าตูมๆได้แต่ก้มมองพื้นแล้วเดินตามผมต้อยๆโดยที่มือซ้ายจับชายเสื้อของผมเอาไว้มั่น...

------------------------------------------------------


เดินระวังๆหน่อย...บันไดมันผุ ถ้านายทำมันพังต้องจ่ายค่าซ่อมเองนะ ฉันไม่ช่วยออกหรอก ยิ่งไม่ค่อยมีเงินอยู่ด้วย ผมเอ่ยเตือนเมื่อเห็นไคคุงเดินย่ำเท้าขึ้นบันไดมาติดๆ
ก็อย่างที่บอก...สภาพที่นี่มันก็ดูสมราคาของมันล่ะ มองจากภายนอกก็จะเห็นแต่ความเก่าความโสโครก ซึ่ง....ภายในก็ไม่ต่างกัน......แต่ยังดีที่สภาพห้องพักกว้างขวางพอที่ผมจะแบ่งกั้นเป็นมุมนอนที่มีเตียงเล็กๆสำหรับนอนคนเดียวตั้งอยู่ตรงมุมชิดผนังโดยหันปลายเตียงไปทางหน้าต่าง ส่วนอีกฟากผมใช้เป็นมุมพักผ่อนและทำงานจิปาถะ โดยมีโต๊ะที่ใช้วางทีวีเครื่องเก่า หน้าทีวีมีโซฟาหนังสีดำ ซึ่งโซฟานี้เป็นอภินันทนาการจากผู้เช่าคนก่อนที่เหลือทิ้งไว้ และที่ดีสุดๆและไม่น่าเชื่อสุดๆ คือ มันมีห้องน้ำในตัวด้วย!
แต่ไอ้เจ้าบันไดผุๆที่กำลังย่ำอยู่นี่สิ ที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมกับคนที่อยู่ชั้นสองเอาซะเลย ให้ตายเหอะ! พวกที่อยู่ชั้นล่างคงไม่ต้องมานั่งระแวงเรื่องค่าซ่อมบันไดหรอก!
เอาล่ะถึงแล้ว ห้องนี้แหล่ะ ผมล้วงกุญแจออกมาไข ผลักบานประตูออกกว้าง เชื้อเชิญแขกยามวิกาลให้เข้าไปก่อน มือซ้ายเอื้อมเปิดสวิตท์ไฟอย่างคุ้นเคย...เมื่อไฟสว่าง ทุกอย่างจึงกระจ่างแก่สายตา
...............ไคคุงดูมึนงง และยังคงยืนนิ่ง..................
นั่นนายจะยืนอยู่อย่างนั้นอีกนานมั้ย? จะอึ้งไปทำไม ห้องชายโสดมันก็เป็นอย่างงี้แหละ มันก็ต้องมีรกบ้าง....เป็นธรรมดา....ไม่น้อยก็มาก....
มานี่...วันนี้นายนอนตรงนี้นะ ผมกวักมือเรียกไคคุงให้มาหาตรงที่โซฟา ในขณะเดียวกันก็ปัดกวาดเศษกระดาษ ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และพวกเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้เอาไปซักออกให้พอเป็นที่นอนได้ชั่วคราว
ห้องของอุรุฮะเต็มไปด้วยเศษกระดาษล่ะ... ไคคุงที่นั่งลงบนโซฟาแล้วเอ่ยขึ้น
อือ...ทำไงได้ ฉันเป็นนักเขียนนี่นา กระดาษเลยต้องเยอะเป็นธรรมดา
นักเขียน? หางเสียงดูเหมือนกำลังสงสัย พร้อมๆกับที่เจ้าตัวเอียงคอเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจ
อืม...นักเขียน นักแต่งนิยาย...นั่นล่ะที่ฉันทำอยู่
นิยาย?...เหมือนนิทานมั้ยฮะ? ผมชอบนิทาน...รุกิก็ชอบเล่าให้ฟังบ่อยๆ ผมชอบเรื่องเงือกน้อยผจญภัยล่ะ! ไคคุงที่ดูเหมือนกำลังมีความสุขมาก เพียงเพราะกำลังพูดถึงนิทานที่ชอบฟัง ผมอธิบายความรู้สึกของตัวเองตอนนี้ไม่ถูกเท่าไหร่ แต่ใบหน้าที่ยิ้มอย่างมีความสุข รอยยิ้ม ของไคคุงช่างมหัศจรรย์มาก มันมีอำนาจทำให้หัวใจของผมกระตุกน้อยๆ......และกว่าจะรู้ตัวว่าเผลอนิ่งไปนาน ผมก็พลันรู้สึกได้ว่า ตลอดทั้งใบหน้ากำลังร้อนผ่าว......
อ่ะ...นี่นายอายุเท่าไหร่กันแน่เนี่ย โตป่านนี้แล้วยังชอบฟังนิทานอีก ผมเฉไฉก้มมองพื้น ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องมารู้สึกเขินกับรอยยิ้มของไอ้หมอนี่
ผมเกิดวันที่ 28 เดือน 10 ปี 19XX ตอนนี้อายุ 19 ปี X เดือน X วันครับ! ไคคุงตอบอย่างฉะฉานและรัวเร็ว
อ่ะ........ ตอนนี้ปากผมที่กำลังอ้าจะพูดกลับไม่มีเสียงและคงค้างอยู่อย่างนั้น
จำไม่เห็นได้ว่าเมื่อกี้ได้ถามอะไรไปเยอะแยะขนาดนี้!...ทั้งๆที่ฉันพยายามจะมองนายให้เหมือนคนปกติแล้วนะไคคุง แต่ท่าทางแปลกๆคำพูดแปลกๆของนายก็ทำให้ฉันอดคิดมากไม่ได้ว่านายน่ะ...เต็มบาทรึเปล่า?...
อ่ะ...เอ่อ....เอาล่ะ ยังไงนี่ก็ดึกมากแล้ว ฉันก็เริ่มง่วงๆมึนๆแล้วด้วยเอาเป็นว่า ราตรีสวัสดิ์ นะไคคุง.... ผมเริ่มมึนๆจริงอย่างที่พูด เลยรีบเดินไปเปิดโคมไฟหัวเตียง ก่อนจะรีบไปปิดไฟกลางห้องเช่นกัน แต่ก่อนที่จะได้ล้มตัวลงนอนก็พลันนึกขึ้นได้ว่าลืมเอาผ้าห่มไปให้หมอนั่น กลางคืนยิ่งอากาศเย็นๆอยู่ด้วย และผมก็จะไม่เปิดเครื่องทำความร้อนจนกว่าจะหนาวจนผ้าห่มเอาไม่อยู่....คิดได้อย่างนั้น ก็มีอันต้องสละเตียงลุกขึ้นไปค้นเอาผ้าห่มผืนสำรองเดินไปห่มให้ไคคุงที่นอนขดนิ่งอยู่บนโซฟา
ขอโทษนะ เมื่อกี้ฉันลืมเอาผ้าห่มให้น่ะ.......ราตรีสวัสดิ์อีกครั้งนะ ไคคุง...
ราตรีสวัสดิ์ฮะ...อุรุฮะ ครั้งนี้ไคคุงไม่ลืมที่จะกล่าวคำว่า ราตรีสวัสดิ์ ผมตอบ

------------------------------------------------------


...........เหงา............ทำไมผมต้องอยู่คนเดียว?......ทำไมถึงไม่มีใคร?...........
ยามเมื่อมองออกไปรอบๆตัว ผมหวัง...หวังว่าจะได้พบกับดวงตาสักคู่ ที่มองมาที่ผมเช่นกัน......แต่ในความเป็นจริงที่แสนโหดร้าย...ผมมองไม่เห็นใครเลย...........ผมค่อยๆปิดเปลือกตาลงอย่างจำนน.........ผมเข้าใจแล้ว ไม่มีใครเลยที่เป็นของผม............
เช้าแล้ว...และก็เป็นอีกเช้าที่เหมือนกับทุกเช้าในหลายๆปีที่ผ่านมา ผมลืมตาขึ้น...มองเห็นฝ้าเพดานห้องสีขาวที่มีรอยด่างอยู่ประปราย มือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาลูบใบหน้าค่อนข้างแรงเพื่อขับไล่ความง่วง เรียกความกระปรี้กระเปร่า และเช็ดคราบน้ำตา.....
อุรุฮะ... ผมตกใจนิดหน่อยที่จู่ๆก็ได้ยินคนเรียกชื่อ แต่พอหันไปทางต้นเสียงความตระหนกก็หายไปแทนที่ด้วยความประหลาดใจนิดหน่อย
อ้าว....ตื่นแล้วเหรอ...ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ ผมค่อยๆยันตัวลุกขึ้นนั่ง สายตาก็มองไปที่ข้างเตียง ที่บัดนี้มีไคคุงนั่งสงบเสงี่ยมเกาะขอบเตียงอยู่
อุรุฮะ...ร้องไห้ทำไม?...ทำไมอุรุฮะต้องร้องไห้ด้วย?....ผม...เศร้านะ..... ไคคุงที่ท้ายเสียงเริ่มสั่นเครือ ตาแป๋วคู่นั้นมองมาที่ผม และมันช่างแฝงไปด้วยความเศร้าอย่างที่เจ้าตัวบอกจริงๆ
และถ้าจะขอคิดเข้าข้างตัวเองสักหน่อย สายตาคู่นั้นกำลังมองผมด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเหลือแสน......
เฮ้!.....อย่ามาขี้แยแต่เช้านะ!...ฉันก็แค่ฝันร้าย...เท่านั้นแหละ
ฝันว่าอะไร......บอกผมสิ....ให้ผมโอ๋ให้นะ.... ไคคุงลุกขึ้นมานั่งบนเตียงข้างๆผม...วงแขนผอมเรียวโอบไหล่ทั้งสองข้างของผมดึงเข้าหาตัว ก่อนที่เจ้าตัวจะซบหน้าลงที่ลาดไหล่ของผมพร้อมๆกับลูบแผ่นหลังผมไปมาเบาๆ...
........ผมไม่ปฏิเสธ ว่ามันช่างเป็นสัมผัสที่อ่อนโยน นุ่มนวล และอบอุ่น.........
........และผมก็ยอมรับกับตัวเองด้วยว่าผมรู้สึกดีกับสัมผัสนี้จนอยากที่จะกอดตอบ......
........อ้อมกอดสุดท้ายที่ผมเคยได้รับมันช่างนานเสียจนผมลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว และผมก็คิดไม่ออกว่า มันจะรู้สึกดีได้เท่ากับอ้อมกอดของไคคุงรึเปล่า.........
เอ่อ..ไคคุง.........พอแล้วล่ะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว... ผมจำต้องเป็นฝ่ายหักห้ามใจจากสัมผัสที่แสนอบอุ่นนั่น
จริงๆนะ.... แต่ไคคุงยังคงมองผมด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความห่วงใย
อือ.....ว่าแต่ เธอยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย....ว่าเธอมานั่งทำอะไรที่ข้างเตียงฉันแบบนี้ หืม~ ผมรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกไปช่างอ่อนโยนลงมากนัก ยอมรับว่ารู้สึกเอ็นดูไคคุงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งๆที่หมอนี่ก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว.......
ผมจะมารอ อรุณสวัสดิ์ อุรุฮะ ไงฮะ.............. ใบหน้าไคคุงเริ่มเปื้อนรอยยิ้มขึ้นมานิดหน่อย ซึ่งนั่นก็เป็นภาพที่น่ามองที่สุด.....จนผมอดไม่ได้ที่จะลองสัมผัสใบหน้าน่ารักที่อยู่ห่างจากผมแค่ไม่กี่คืบ นิ้วชี้เกาะเกี่ยวปอยผมนุ่มสีดำสนิทขึ้นเหน็บที่ใบหู ในขณะที่ไคคุงก็ยังคงพูดต่อไปไม่หยุด
...........ผมชอบทำแบบนี้ ตอนที่รุกิกลับมานอนบ้าน....รุกิจะยิ้มแล้วพูดอรุณสวัสดิ์ได้ก่อนผมทุกทีเลย! ทั้งๆที่ผมอุตส่าห์นั่งรอจะอรุณสวัสดิ์ก่อนแท้ๆเชียว...แต่ผมก็ได้จุ๊บรุกิก่อนนะ! ไคคุงพูดเรื่อยๆด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ผมที่นั่งฟังอยู่ก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ผมกลับมีความสุขเวลาที่ได้มองปากเล็กนั่นขมุบขมิบพูดจ้อแบบนี้
อ้ะ!...เกือบลืมไปเลย.....อรุณสวัสดิ์ฮะ อุรุฮะ.. คำอรุณสวัสดิ์ที่มาพร้อมรอยยิ้มหวานแบบนี้ทำเอาหัวใจผมเต้นผิดจังหวะแต่เช้าเลยทีเดียว.....ให้ตายเถอะไคคุง ฉันกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจเพราะรอยยิ้มของนายจริงๆ!
อะ..อะ...อรุณสวัสดิ์ ไคคุง ผมเดาเอาว่าเป็นเพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้มีผลกระทบถึงกล่องเสียง เสียงที่เปล่งออกมาจึงติดๆขัดๆยังไงชอบกล
ผมจุ๊บได้มั้ย?...แต่เรายังเพิ่งรู้จักกัน อุรุฮะอาจจะไม่ชอบอ่ะ...แต่รุกิชอบให้ผมจุ๊บนะ อุรุฮะชอบมั้ยฮะ? ให้ผมจุ๊บได้มั้ย?
อ่ะ...เอ่อ...ได้.... ผมได้ยินเสียงตัวเองเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ แทบไม่ได้ยินว่าตัวเองได้เอ่ยอะไรออกไป แต่ที่แน่ๆความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดในตอนนี้เห็นจะเป็นสัมผัสแผ่วผิวตรงบริเวณแก้มซ้าย.........สัมผัสที่เรียกเลือดจากทั่วร่างให้วิ่งพล่านมารวมกันบนใบหน้าของผม.......ให้ตาย!ไม่ต้องเอากระจกมาส่องก็รู้ว่าตอนนี้หน้าผมคงจะแดงเป็นลูกมะเขือเทศแน่ๆ!
ไคคุงนะไคคุง ยังมีหน้ามายิ้มระรื่นทำตาแป๋ว เหมือนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้อีก! ทำอะไรลงไปไม่เขินบ้างรึไงนะ! ผมน่ะ...เขินจะตายอยู่แล้ว!..............ช่างน่าอายจริงๆเลย!

------------------------------------------------------

.


.


.


.


.


โปรดติดตามตอนต่อไป...

.

.

.

ปัจฉิมลิขิต : อืม...นี่เป็นฟิค Gazette เรื่องแรกที่แต่ง และแต่งโดยที่ยังไม่เคยได้อ่านฟิค Gazette จากที่ไหนมาก่อน (แต่งโดยความบ้าส่วนตัวล้วนๆ) เนื้อเรื่องหรือลักษณะนิสัยตัวละครอาจจะดูขัดๆกับความรู้สึกสำหรับบางคน (ขอโทษไว้นะที่นี้)...........แต่แค่อยากจะบอกให้รู้ไว้ว่า นั่นคือจินตนาการทั้งหมดของหลงที่อยากจะถ่ายทอดให้คนอ่านได้รับรู้.....และ.......มาอยู่ลัทธิ "เจ้าพ่ออุรุฮะ" กันเถอะ!!!...uruha seme only!!!



uruha seme...by หลง
View full profile